วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2551

Bandwidth: คืออะไร

Bandwidth: คืออะไรเป็นคำที่ใช้วัดความเร็วในการส่งข้อมูลของอินเทอร์เน็ต ซึ่งโดยมากเรามักวัดความเร็วของการส่งข้อมูลเป็น bps (bit per second) , Mbp (bps*1000000) เช่น Bandwidth ของการใช้สายโทรศัพท์ในประเทศไทย เท่ากับ 14.4 Kbps,Bandwidth ของสายส่งข้อมูลของ KSC ที่ใช้ในการเชื่อมต่อกับอเมริกาเท่ากับ 2 Mbps เป็นต้น แต่ก่อนที่เราจะเข้าสู่บทความมารู้จักก่อนว่าอะไรคือ Bandwidth และ Latency ความหมาย Bandwidth คือ ความกว้างของช่องทางในการรับ-ส่งข้อมูล ส่วน Latency คือ เวลาที่ใช้ไปในการเข้าถึงข้อมูลของหน่วยความจำ เมื่อเรารู้ความหมายกันแล้วคราวนี้เรามารู้จักถึงหลักการต่างๆ ของ Bandwidth และ Latency ในการพิจารณาการรับ-ส่งข้อมูลบนระบบบัสหลายคนมักจะนึกถึง Bus Bandwidth (Bandwidth ก็คือความกว้างของเส้นทางในการส่งข้อมูล ที่เราสามารถเปรียบเทียบได้กับเลนถนน ยิ่งมีเลนกว้างเท่าไรรถยนต์ซึ่งเปรียบได้กับข้อมูลก็สามารถวิ่งได้สะดวกมากขึ้นเท่านั้น) ที่ใช้ในการรับ-ส่งข้อมูล ซึ่งพิจารณาจากข้อมูลที่รับ-ส่งบนระบบบัส Bus Bandwidth ด้วยปริมาณจำนวนข้อมูลของเลข single number (0 หรือ 1) ที่ระบบบัสสามารถรองรับได้ แต่ปริมาณข้อมูลของเลข single number อาจแปรผันได้ตามเวลา เราจึงพิจารณาการรับ-ส่งข้อมูลผ่านทาง Bus Bandwidth ด้วย Peak bandwidth Bus หรือ ความกว้างสูงสุดในการรับ-ส่งข้อมูลของบัส ซึ่งวัดด้วยจำนวนข้อมูลสูงสุดที่ รับ-ส่งกันระหว่างซีพียูและแรมภายในหนึ่งคาบเวล จากความเร็วสัญญาณนาฬิการะหว่างหน่วยความจำและซีพียูจากรูปที่ 1 ถ้าเรามาคำนวณหา Bandwidth ของบัสที่มีความเร็วสัญญาณนาฬิการะหว่างหน่วยความจำและซีพียู ที่สัญญาณนาฬิกา 100 เมกะเฮิรตซ์ โดยที่มีการรับ-ส่งข้อมูลจำนวน 8 ไบต์ในแต่ละหนึ่งรอบของสัญญาณนาฬิกา จะคำนวณออกมาได้ดังนี้ 8 bytes * 100MHz = 800 MB/s และถ้าหากเราคำนวณหา Bandwidth ของบัสที่มีความเร็วสัญญาณนาฬิการะหว่างหน่วยความจำและซีพียูที่ 133 เมกะเฮิรตซ์ โดยที่มีการรับ-ส่งข้อมูลจำนวน 8 ไบต์ในแต่ละหนึ่งรอบสัญญาณนาฬิกา จะคำนวณออกมาได้ดังนี้ 8 bytes * 133MHz = 1064 MB/s ซึ่งตัวเลข Bandwidth ที่ได้นี้เป็นพียงตัวเลขทางทฤษฎีที่บอกถึงปริมาณของข้อมูลที่เข้าสู่ซีพียูในแต่ละวินาที ในความเป็นจริง Bandwidth ของระบบจริงอาจมีค่าน้อยกว่าที่คำนวณเพียงเล็กน้อย Bandwidth ในทางปฏิบัติ ระบบบัสที่ผ่านมาจะมีลักษณะการส่งผ่านข้อมูลแบบทางเดียว จึงทำให้ไม่สามารถรับและส่งข้อมูลในเวลาเดียวกัน จึงต้องผลัดกันส่งและรับข้อมูลทำให้ความเร็วในการส่งผ่านข้อมูลช้า เปรียบเทียบระบบบัสได้กับการสื่อสารผ่านทางวิทยุรับส่งโดยที่อีกฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายพูดอีกฝ่ายจะต้องเป็นผู้รับฟัง เนื่องจากต้องผลัดกันรับส่งข้อมูลดังนั้นเมื่อซีพียูต้องการร้องข้อมูลจากหน่วยความจำหลัก (RAM) ซีพียูจะต้องร้องขอผ่านทาง Bus Control จากนั้น Bus Control จะร้องขอข้อมูลมาที่หน่วยความจำหลัก (RAM) เมื่อค้นหาข้อมูลที่ซีพียูต้องการได้แล้ว หน่วยความจำหลักจะส่งต่อข้อมูลให้ Bus Control กลับไปให้ซีพียู โดยทั้งหมดนี้กระทำบนบัสเดียวกัน ถ้าพิจารณาเวลาที่สูญเสียไปจากการร้องขอข้อมูลจาก Bus Control และที่ต้องเสียเวลารอหน่วยความจำหลักค้นหาข้อมูลที่ซีพียูต้องการแล้วจึงส่งข้อมูลที่ต้องการกลับไปสู่ Bus Control และส่งกลับไปสู่ซีพียูได้ ซึ่งทั้งหมดนี้จะเป็น Delay Time ที่มีผลต่อค่า Read Latency โดยที่ Read Latency หมายถึง เวลาที่ใช้ระหว่างการร้องขอข้อมูลจากซีพียูผ่านทาง Frontside Bus (FSB)
สรุป
ทฤษฎีของ Bandwidth นั้นได้ว่า ถ้าระบบบัสมี Bandwidth ที่กว้างก็ยิ่งจะดีต่อการรับ-ส่งข้อมูล

การออกแบบเว็บ

การออกแบบเว็บ
ในการออกแบบเว็บจึงมีส่วนที่สำคัญที่จะสามารถสร้างความประทับใจให้กับผู้ใช้บริการและอยากกลับเข้ามาใช้บริการอีกต่อไปในอนาคต การเริ่มต้นมองหาแนวคิดในการออกแบบเพื่อสร้างข้อเปรียบเทียบให้เห็นข้อแตกต่างนั่นเป็นสิ่งที่ดีเพราะปัจจุบันมีเว็บไซต์จำนวนมากมาย และเกิดขึ้นมาใหม่ทุกวัน ผู้ใช้บริการมีทางเลือกมากขึ้น ความรู้สึก ความสัมพันธ์ที่ผู้ใช้มีการต่อเว็บย่อมเป็นสิ่งที่ดี ดังนั้นการออกแบบต้องสร้างให้เหนือตัวเองและก็ต้องเหนือคู่แข่งอีกด้วย จึงจะเรียกได้ว่าชนะทั้งใจตัวเองและชนะใจทั้งผู้ใช้บริการ ความสำคัญของการออกแบบต้องมองไปที่ความชัดเจนของเป้าหมาย จึงจะสามารถสร้างความเชื่อถือและดึงดูดความสนใจของผู้ใช้ได้มากกว่าเว็บไซต์อื่น
ข้อคิดก่อนการออกแบบเว็บไซต์-ผู้ออกแบบต้องมองตรงกันข้ามกับผู้ใช้ -ผู้ออกแบบไม่ใช่ผู้ใช้และผู้ใช้ไม่ใช่ผู้ออกแบบ-การออกแบบสำหรับผู้ใช้ทั่วไปให้แตกต่างกันกับลูกค้า-การออกแบบให้มีความสมดุลกันระหว่างแบบฟอร์มกับฟังก์ชันการใช้งาน -คุณภาพที่เกิดขึ้นจากการให้บริการนั้นคือความสำเร็จ -ให้มีความสัมพันธ์กันระหว่างเทคโนโลยีเก่ากับเทคโนโลยีใหม่ๆ
แนวทางในการออกแบบเว็บที่เป็นหัวใจหลักอันสำคัญมีอยู่ 5 องค์ประกอบ ดังนี้คือ เนื้อหา (Content) เป็นส่วนที่สำคัญอย่างยิ่งในเว็บ โดยจะเป็นการรวบรวมสิ่งที่ต้องการนำเสนอเพื่อสื่อให้เห็นถึงวัตถุประสงค์ของเว็บ มีแบบฟอร์มต่างๆ และรายละเอียด ประวัติ ที่ตั้งขององค์กร สิ่งเหล่านี้สามารถจัดเรียงข้อความ ให้เป็นระเบียบ มีจุดเด่นเห็นได้ชัดพร้อมทั้งสามารถเข้าถึงการใช้งานได้ง่าย โดยใช้เทคโนโลยี markup เช่น HTML เป็นต้น
การนำเสนอ (Visuals) โดยปกติหน้าจอจะใช้เทคนิคเลย์เอาท์ (layout) เข้ามาช่วยในการจัดองค์ประกอบต่างๆ ในเว็บ เลย์เอาท์จะถูกสร้างโดย HTML CSS หรือ Flash และบางที่อาจจะนำเอาความสามารถของกราฟิกมาเป็นส่วนประกอบเพื่อตกแต่งสำหรับนำเสนอได้เช่นเดียวกัน รูปแบบการนำเสนอของเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับรูปภาพก็ไม่ใช่สิ่งที่สำคัญเสมอไป แต่ยังมีลักษณะรูปร่างหน้าตาหรือหลักเกณฑ์ต่างๆ พร้อมทั้งวินัยของเว็บซึ่งเป็นสิ่งที่จะมองข้ามไปเสียมิได้
เทคโนโลยี (Technology) เป็นการนำเอาความสามารถของเทคโนโลยีใช้ในการออกแบบ เช่น HTML หรือ CSS เป็นต้น โดยเทคโนโลยีเกี่ยวกับเนื้อหาโดยทั่วไป นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีที่เป็นส่วนประกอบอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการเขียนโปรแกรม client-side JavaScript server-side แอพพลิเคชัน เช่น Java servlets เป็นต้น
ความเร็วการแสดงผล (Delivery) ความเร็วและความน่าเชื่อถือสำหรับในการนำเสนอเว็บผ่านอินเทอร์เน็ตหรือเครือข่ายภายในขององค์กรเกี่ยวกับเซิร์ฟเวอร์ ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่ใช้พร้อมทั้งสถาปัตยกรรมของเน็ตเวิร์กที่ให้บริการ นอกจากนี้การออกแบบทางด้านกราฟิกและไฟล์ต้องไม่ขนาดใหญ่จนเกินไปเพราะจะต้องใช้เวลาในการดาวน์โหลดนาน
วัตถุประสงค์ (Purpose) เหตุผลของเว็บส่วนใหญ่มีอยู่ว่าภาวะความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจเป็นไปในทิศทางใดเหมาะที่จะลงทุนหรือไม่ นี้คือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการออกแบบเว็บ โดยเป็นปัจจัยที่สำคัญที่ถูกนำมาพิจารณาก่อนเป็นอันดับแรกก่อนที่จะตัดสินใจลงมือดำเนินการในส่วนอื่นๆ ทั้งหมด
อินเทอร์เน็ตเป็นศูนย์รวมของข้อมูลข่าวสารที่สามารถสื่อสารถึงกันได้ทุกมุกโลก ทุกครั้งที่เข้าไปใช้บริการอินเทอร์เน็ต ก็ได้เห็นความแตกต่างและความหลากหลายของเว็บที่เกิดขึ้นมาทุกวัน ซึ่งล้วนแล้วแต่สร้างขึ้นมาด้วยนิยมของผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ตลอดจนการเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ การลงทุน ภาคธุรกิจและภาครัฐต่างก็มีการพัฒนาองค์กรให้สอดคล้องกับการให้บริการมากขึ้น จึงทำให้หลายหน่วยงานพัฒนาเว็บไซต์ขึ้นมาเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าและผู้ใช้บริการหรือเรียกได้ว่าออฟฟิศอัตโนมัติ ฉะนั้นด้วยความหมายหลายของเว็บไซต์ จึงสามารถแบ่งประเภทของเว็บไซต์ออกกว้างๆ

ITM640

blog นี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ของ
การเรียนวิชาเทคโนโลยีการสื่อสารและอินเตอร์เน็ต (ITM640)
หลักสูตรวิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ
มหาวิทยาลัยรังสิต โดยมีอาจารย์ พ.อ.รศ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ เป็นผู้สอน

วัตถุประสงค์ของรายวิชาเทคโนโลยีการสื่อสารและอินเตอร์เน็ต(ITM640)
พื่อให้ผู้เรียนทราบถึง
หลักการและความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตและการสื่อสาร เช่น
· อินเตอร์เน็ต
· อุปกรณ์โมเด็ม
· อินเตอร์เน็ตแถบกว้าง
· การสื่อสารในเครือข่ายขนาดเล็ก
· มาตรฐานอินเตอร์เน็ตต่างๆ
· มาตรฐานอีเธอเน็ต
· เครือข่ายและเทคโนโลยีการสื่อสารภายในองค์กรขนาดใหญ่
· โครงข่ายโทรศัพท์ทั้งชนิดมีสายและไร้สาย
การประยุกต์ใช้ระบบเครือข่ายความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับ
· อินเตอร์เน็ต
· เวิร์ดไวต์เว็บ
· Search Engine
· ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต
· การสื่อสารโทรคมนาคม
· สถาปัตยกรรมไคลแอนท์-เซิร์ฟเวอร์
· URL และชื่อโดเมน
· เทคโนโลยีแบบหนุน
· เครื่องมือต่างๆ สำหรับการจัดแต่งเว็บ
· โปรโตคอลอินเตอร์เน็ต
· การออกแบบเว็บไซต์
· การจัดการลิงค์และเนื้อหา
· ภาษาคอมพิวเตอร์ต่างๆ ได้แก่ HTML, XML, DHTML, Java, และ Perl
· เทคโนโลยี DotNet
· เทคโนโลยีเว็บเซอร์วิส
· เทคโนโลยีเชิงวัตถุและ J2EE
· สภาพแวดล้อมของการพัฒนาระบบ
· มัลติมีเดีย
· ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์และฐานข้อมูลเชิงวัตถุ
· การป้องกันความมั่นคงปลอดภัยคอมพิวเตอร์ ได้แก่ ไฟร์วอลล์ การเข้ารหัสและถอดรหัส ระบบคริปโตแบบรหัสสาธารณะ และลายเซ็นต์ดิจิตอล
· เกี่ยวกับ Search Engine ได้แก่ วจีภาคของเอกสาร, การบีบอัดและทำสารบัญ, สไปเดอร์และคลอเลอร์, การวัดความสำคัญ, การให้คะแนน, การจัดลำดับ หน้าเว็บ; การกำหนดคิวรี; ฟิลเตอร์, การแยกส่วนข้อมูล เกี่ยวกับซอฟต์แวร์เอเจนท์ : บอทและเอเจนท์, โบรกเกอร์และเอเวตาร์, การแทนความรู้, หลักวิธีค้นหา, การวินิจฉัยกฎ, นิวโรเน็ตเวิร์ค; ระบบสำหรับการเขียนโปรแกรมเอเจนท์

references
จาก http://www.rsu-cyberu.com/msitm/media/PopUp/ITM640.html

วันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2551

Wi-Fi คืออะไร

Wi-Fi คือ องค์กรหนึ่งที่ทำการทดสอบผลิตภัณฑ์ Wireless LAN หรือระบบ Network แบบไร้สาย ด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารภายใต้มาตรฐาน IEEE 802.11 ซึ่งอุปกรณ์ทุกตัวที่ต่างยี่ห้อกันนั้นจะสามารถติดต่อสื่อสารกันได้โดยไม่ประสบปัญหา หากอุปกรณ์นั้นผ่านตามเกณฑ์มาตรฐานก็จะมีการประทับตรา Wi-Fi Certified ซึ่งหมายความว่า อุปกรณ์ตัวนี้สามารถเชื่อมต่อแบบไร้สายกับ อุปกรณ์อื่นที่มีตรา Wi-Fi Certified ได้ แล้วจึงกลายมาเป็นคำศัพท์ของอุปกรณ์ LAN ไร้สายระบบเครือข่ายไร้สาย (WLAN = Wireless Local Area Network) คือ ระบบการสื่อสารข้อมูลที่มีความคล่องตัวมาก ซึ่งอาจจะนำมาใช้ทดแทนหรือเพิ่มต่อกับระบบเครือข่ายแลนใช้สายแบบดั้งเดิม โดยใช้การส่งคลื่นความถี่วิทยุในย่านวิทยุ RF และ คลื่นอินฟราเรด ในการรับและส่งข้อมูลระหว่างคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่อง ผ่านอากาศ ทะลุกำแพง เพดานหรือสิ่งก่อสร้างอื่นๆ โดยปราศจากความต้องการของการเดินสาย นอกจากนั้นระบบเครือข่ายไร้สายก็ยังมีคุณสมบัติครอบคลุมทุกอย่างเหมือนกับระบบ LAN แบบใช้สาย ที่สำคัญก็คือ การที่มันไม่ต้องใช้สายทำให้การเคลื่อนย้ายการใช้งานทำได้โดยสะดวก ไม่เหมือนระบบ LAN แบบใช้สาย ที่ต้องใช้เวลาและการลงทุนในการปรับเปลี่ยนตำแหน่งการใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์สำหรับเลข 802.11 นั้นเป็น เทคโนโลยีมาตรฐานแบบเปิดซึ่งกำหนดโดย Institute of Electrical and Electronics Engineers : IEEE โดยเลขหลักตัวหน้าจะเหมือน ๆ กัน แต่ความแตกต่างของเทคโนโลยีจะกำหนดด้วยตัวอักษรด้านหลัง เช่น 802.11b , 802.11a , 802.11g มาตรฐาน 802.11b ถือเป็นมาตรฐาน Wi – Fi ตัวแรก ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมา สามารถส่งข้อมูลได้ด้วยความเร็ว 11 เมกะบิตต่อวินาทีโดยใช้ช่วงความถี่ 2.4 กิกะเฮิรตซ์ ครอบคลุมพื้นที่ทำการในระยะ 150 เมตร นอกจากนี้ยังมีมาตรฐานในลักษณะเดียวกันนี้อีกหลายตัว อาทิ 802.11a และ 802.11g แต่ในบ้านเราอาจไม่สามารถใช้งาน 802.11a ที่มีความเร็วสูงถึง 54 เมกะบิตต่อวินาที ในระยะ 100 ฟุตได้ เนื่องจากส่งสัญญาณในย่านความถี่ 5 กิกะเฮิรตซ์ ซึ่งไม่ได้รับอนุญาตจากกรมไปรษณีย์โทรเลข ส่วน 802.11g ไม่มีปัญหาอะไร เพราะใช้ย่านความถี่เดียวกับ 802.11b แต่ต่างกันตรงที่เร็วกว่ากันถึง 5 เท่าWi-Fi Network ขึ้นอยู่กับประเภทของคลื่น Wi-Fi ที่ใช้ และรวมถึงผู้ใช้มีเสาอากาศ หรือมีเครือข่ายอยู่ในสภาพเปิด หรือแม้กระทั่งอยู่ในตึกซึ่งมีสิ่งกีดขวางมากมาย เช่น กำแพง เฟอร์นิเจอร์ ตำแหน่งของสิ่งกีดขวางเหล่านั้น มีผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถของ Wi-Fi ได้ เพราะ Wi-Fi เป็นคลื่นวิทยุที่มีความถี่ต่ำและไม่สามารถเจาะทะลุผ่านโลหะ น้ำ หรือวัตถุอื่นได้ โดยทั่วไปแล้ว Wi-Fi Network จะมีขอบข่ายอยู่ที่ 75 ถึง 150 ฟุตในสภาพแวดล้อมโดยทั่ว ๆ ไปของบ้าน ที่พักอาศัยหรือสำนักงานHot spot คืออะไรHotspot เป็นบริการ อินเตอร์เน็ตสาธารณะไร้สายความเร็วสูง ด้วยเทคโนโลยีของ Wireless LAN หรือที่เรียกกันว่า Wi-Fi ซึ่งในปัจจุบันมีการให้บริการกันมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามแหล่งชุมชน ต่างๆ เช่น สนามบิน ร้านอาหาร โรงแรม โรงพยาบาล การใช้บริการ Hotspot นี้ อาจจะต้องลงทุนสูง เพราะสองสิ่งหลักที่เราต้องมีก็คือ เครื่องคอมพิวเตอร์ Notebook หรือ PDA และ Wireless LAN Card แต่หาก Notebook หรือ PDA บางรุ่นมี Wi-Fi ในตัวก็สบายไปหน่อยไม่ต้องหาซื้ออุปกรณ์เพิ่ม ข้อดีของการใช้ Wi-Fi ก็คือ สถานที่ที่บริการ อินเตอร์เน็ตสาธารณะที่เรียกกันว่า Hot Spot นี้จะบริการด้วย อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง และสามารถยก office ไปนั่งทำงานตามร้านกาแฟได้อย่างสบายๆ เพราะข้อมูลงานต่างๆนั้นก็จะเก็บไว้ใน Notebook ของอยู่แล้ว

วิวัฒนาการของ 3G Technology

ก่อนที่จะเป็น 3G นั้น เทคโนโลยีได้มีพัฒนาเรื่อยมา ... G ย่อมาจาก Generation 1G - ระบบ Analog2G - ระบบ Digital3G - ระบบ Wireless1G เริ่มตั้งแต่ 1G ... ซึ่งเป็นยุคที่ใช้ระบบ Analog คือใช้สัญญาณวิทยุในการส่งคลื่นเสียง โดยไม่รองรับการส่งผ่านข้อมูลใดๆทั้งสิ้น ซึ่งนั่นก็หมายความว่าสามารถใช้งานทางด้าน Voice ได้อย่างเดียวค่ะ ... คือ โทรออก-รับสาย เท่านั้น ไม่มีการรองรับการใช้งานด้าน Data ใดๆ ทั้งสิ้น .. แม้แต่การรับ-ส่ง SMS ก็ยังทำไม่ได้ในยุค 1G ค่ะ แต่จริงๆแล้ว ... ในยุคนั้น ผู้บริโภคก็ยังไม่มีความต้องการในการใช้งานอื่นๆ นอกจากเสียง (Voice)โดยปริมาณผู้ใช้โทรศัพท์มือถือยังอยู่ในขอบเขตที่จำกัดมาก และจะพบว่าผู้ใช้มักจะเป็นนักธุรกิจที่มีรายได้สูงเสียส่วนใหญ่ 2Gหลังจากนั้น ก็ได้พัฒนาต่อมาเป็นยุค 2G ซึ่งเปลี่ยนจากการส่งคลื่นทางคลื่นวิทยุแบบ Analog มาเป็นการเข้ารหัส Digital ส่งทางคลื่น Microwave ซึ่งในยุคนี้เอง เป็นยุคที่เริ่มทำให้เราเริ่มที่จะสามารถใช้งานทางด้าน Data ได้ นอกเหนือจากการใช้งาน Voice เพียงอย่างเดียวในยุค 2G นี้ ... เราสามารถ รับ-ส่งข้อมูลต่างๆและติดต่อเชื่อมโยงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดการกำหนดเส้นทางการเชื่อมกับสถานีฐาน หรือที่เรียกว่า cell site และก่อให้เกิดระบบ GSM (Global System for Mobilization) ซึ่งทำให้เราสามารถถือโทรศัพท์เครื่องเดียวไปใช้ได้เกือบทั่วโลก หรือที่เรียกว่า Roaming ค่ะ ยุค 2G นี้ ถือเป็นยุคเริ่มต้นแห่งการเฟื่องฟูของโทรศัพท์มือถือราคาของโทรศัพท์มือถือเริ่มต่ำลง (กว่ายุค 1G) ทำให้ปริมาณผู้ใช้โทรศัพท์มือถือมีมากขึ้น ซึ่งการส่งข้อมูลของยุค 2G นี้ เป็นยุคที่มีการเริ่มฮิต Download Ringtone , Wallpaper , Graphic ต่างๆ แต่ก็จะจำกัดอยู่ที่การ Downlaod Ringtone แบบ Monotone และ ภาพ Graphic ต่างๆก็เป็นเพียงแค่ภาพขาว-ดำที่มีความละเอียดต่ำเท่านั้นค่ะ 2.5G หลังจากนั้น ก็เป็นยุคก้ำกึ่งระหว่าง 2G และ 3G ... ซึ่งก็คือ 2.5G ซึ่ง 2.5G นี้ เป็นยุคที่กำเนิดเทคโนโลยี GPRS (General Packet Radio Service) นั่นเอง ซึ่งตามหลักการแล้ว ... เทคโนโลยี GPRS นี้สามารถส่งข้อมูลได้ที่ความเร็วสูงสุดถึง 115 Kbps เลยทีเดียว แต่เอาเข้าจริงๆ ความเร็วของ GPRS จะถูกจำกัดให้อยู่ที่ประมาณ 40 kbps เท่านั้นก่อนจะมาถึงยุค 3G เราก็ยังมี 2.75G ด้วยซึ่งเป็นช่วงที่เริ่มมีการใช้เทคโนโลยี EDGE (Enhanced Data rates for Global Evolution) นั่นเองEDGE นั้นถือเป็นเทคโนโลยีต่อยอดของ GPRS และถูกเรียกกันว่าเทคโนโลยียุค 2.75 G (อย่างไม่เป็นทางการ) ลักษณะการทำงานของ EDGE นั้นจะเป็นการพัฒนาปรับปรุงคุณภาพความเร็วจากพื้นฐานของ GPRS ให้มีความเร็วในการรับ-ส่งข้อมูลได้สูงขึ้นแต่ว่า ยุค 2.75G ของ EDGE นั้น ไม่ได้ถูกกำหนดขึ้นอย่างเป็นทางการเพียงแค่ยกขึ้นมาเปรียบเทียบช่วงคาบเกี่ยวระหว่างยุค 2.5G และ 3G เพื่อให้เห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้น3G ต่อมา ... ก็ได้พัฒนามาเป็นระบบ 3G หรือ Third Generation ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการสื่อสารในยุคที่ 3จุดเด่นที่สุดของ 3G นั้น ... เป็นเรื่องของความเร็วในการเชื่อมต่อและการรับ-ส่งข้อมูล โดยเน้นการเชื่อมต่อแบบไร้สายด้วยความเร็วสูง ทำให้ประสิทธิภาพในการรับส่งข้อมูลต่างๆ รวดเร็วมากขึ้น พร้อมทั้งสามารถใช้ บริการ Multimedia ได้อย่างสมบูรณ์แบบ และ มีประสิทธิภาพแบบมากยิ่งขึ้นเช่น การรับ-ส่ง File ที่มีขนาดใหญ่ , การใช้บริการ Video/Call Conference , Download เพลง , ดู TV Streaming ต่างๆ ซึ่งถ้่าเปรียบเทียบเทคโนโลยี 2G กับ 3G แล้ว ... 3G มีช่องสัญญาณความถี่ และ ความจุในการรับส่งข้อมูลที่มากกว่าคุณสมบัติหลักที่เด่นๆ อีกอย่างหนึ่งของระบบ 3G ก็คือ Always On ... คือ มีการเชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายของ 3G ตลอดเวลาที่เราเปิดโทรศัพท์ด้วย